Welcome to T.H.N-Guidance ยินดีต้อนรับสู่...งานแนะแนวโรงเรียนถาวรานุกูล จังหวัดสมุทรสงคราม
ยินดีต้อนรับสู่ Blog T.H.N-Guidance.......
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับครู for Information and Communication Technology Teachers

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง

โลกกลมๆ ใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ
ของฟรีไม่เคยมี ของดีไม่เคยถูก
อยู่ให้ไว้ใจ ไปให้คิดถึง
คนเราต้องเดินหน้า เวลายังเดินหน้าเลย
ไม่ต้องสนใจว่าแมวจะสีขาวหรือดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ
ยิ่งมีใจศรัทธา ยิ่งต้องมีสายตาที่เยือกเย็น
ในโลกกลม ๆ ใบนี้ ไม่มีคำว่า แน่นอน
คนเราเมื่อ ตัวตายก็ต้องลงดิน
ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา พักได้ แต่อย่าหยุด
เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของคน อีกคนหนึ่ง
ถ้าไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร
หนทางอันยาวไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ
ปัญหาทุกอย่าง อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
จะเห็นค่าของความอบอุ่น เมื่อผ่านความเหน็บหนาวมาแล้ว
อันตรายที่สุดคือ การคาดหวัง

เริ่มต้นดีแล้ว ลงท้ายก็ต้องดีด้วย
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่
จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์
เบื้องหลังความเข้มแข็ง สมควรมีความอ่อนโยน
ไม่มีคำว่า บังเอิญ ในเรื่องของความรัก มีแต่คำว่า ตั้งใจ
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป

หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ
หลังผ่านปัญหา จะรู้ว่าปัญหานั้นเล็กนิดเดียว
ไม่เป็นขุนนางนะ ได้ แต่ไม่เป็นคนไม่ได้
มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง
เมื่อวานก็สายเกินแล้วพรุ่งนี้ ก็สายเกินไป
อย่าหวังว่าจะได้รับความรัก จากคนที่คุณรัก
เพราะคนที่คุณรัก ไม่ได้รักคุณ หมดทุกคน


เพื่อนทั่วไป ไม่เห็นคุณร้องไห้
เพื่อนแท้ มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาให้
เพื่อนทั่วไป ถือขวดไวน์ติดมือมางานปาร์ตี้ของคุณ
เพื่อนแท้ จะมาแต่หัววันเพื่อช่วยเตรียมงาน
เพื่อนทั่วไป คาดหวังให้คุณเคียงข้างเขาเสมอ
เพื่อนแท้ คาดหวังที่จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป
เพื่อนทั่วไป เข้าหาผลประโยชน์ ที่ได้รับจากเรา



---------------------------------------------------------
ที่มา : ชามะนาว

อ่านต่อ : http://writer.dek-d.com/shamanowz/writer/view.php?id=631833#ixzz1eASqLpYR

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มีกันและกันตลอดทาง

เรื่องน่ารักจากพิกเล็ตและเดอะพูห์


เรื่องมันมีอยู่ว่า
ขณะที่พิกเล็ตเดินตามหมีพูห์ไปต้อยๆ  รอยเท้าคู่เล็กๆ

ย่ำไปบนหิมะเคียงข้างกับรอยเท้าของพูห์ไปตลอดทาง
เป็นความอบอุ่นในหัวใจที่ทั้งสองทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง
ทั้งคู่คงเดินมาด้วยกันนานพอสมควรและคงไม่ได้คุยอะไรกันเลย

พิกเล็ตเลยต้อง"ขอเสียง"ด้วยการเรียก"พูห์"
เมื่อพูห์ขานรับและถามกลับว่า"มีอะไรหรือพิกเล็ต"
พิกเล็ตกลับเกาะมือพูห์ไว้ก่อนตอบว่า"เปล่า...ไม่มีอะไร
แค่อยากมั่นใจว่าเราเดินมาด้วยกันเท่านั้นเอง"

ภาพนี้  ถ้อยคำสนทนานี้  เรียบง่าย  แต่ลึกซึ้ง



สังเกตไหมว่าพูห์เดินนำหน้า   ควรเป็นพูห์มากกว่า  
ที่น่าจะเป็นฝ่าย"ขอเสียง"จากพิกเล็ตว่ายังเดินตามตัวเองมาหรือไม่
นั่นหมายถึงว่าเป็นความรัก  กังวลในใจของ
พิกเล็ตเองที่เกรงว่าพูห์จะลืมเพื่อนตัวเล็กๆ อย่างเขา


ในชีวิตเราทุกคนคงเคยผ่านพบมิตรภาพแสนดี
แต่มีกี่คนที่รักษามันเอาไว้ได้คงมั่นไม่หวั่นไหว
วันคืนแห่งชีวิตกลืนกินและฉุดดึงเรารุดไป
หันกลับมามองข้างหลังอีกที   อาจจะเศร้าใจ
หากพบว่า....คนที่เราไว้ใจไม่เดินตามเรามาอีกแล้ว
ไม่อยากเดินข้างหน้าเพราะเกรงว่าฉันจะลืมเธอ
และไม่อยากตามหลังเช่นกัน


อยากอุ่นใจ...มั่นใจว่าตลอดการเดินทางของชีวิต
อันยาวไกล....เรายังมีกันและกันไปตลอดทาง



บทความนี้ได้มาจากเว็บ http://www.thaireaderclub.com/
ซึ่งอ่านแล้วก็รู้สึกดี   เลยอยากจะเอามาให้ทุกๆท่านได้อ่านกันดูบ้าง
เผื่อในชีวิตคุณ....จะหลงลืมใครสักคนที่ยืนอยู่ข้างคุณตลอดเวลาก็ได้  
หรืออาจจะเปรียบกับการใช้ชีวิตคู่ก็ได้   ที่บ้างครั้งเราก็ยังละเลยคนที่รักเราไปบ้าง
เมื่อคุณอ่านบทความนี้เสร็จแล้ว   อยากให้คุณลองกลับไปให้ความรักและเอาใจใส่...
คนรักของคุณให้มากๆ    อย่าทำให้เค้าต้องกังวลใจเพราะกลัวคุณจะลืมเค้า....







ป.ล มอบให้ทุกคนที่กำลังอ่าน ค่ะ อย่าลืม comment ด้วยนะคะ


วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ผมเต็มใจ...



ยายคนหนึ่ง มีอาชีพขายขนมไทย แต่ขายได้ไม่ดีนักเพราะขนมไทย ไม่เป็นที่นิยมมากนักแต่ทุกเช้า ก้อจะมีชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง มาซื้อขนมกับแกทุกวัน
โดยชายหนุ่มจะยื่นเงินให้ยายคนนั้น 20 บาท ทุกครั้งแต่แปลก ที่เขาไม่ยอมรับขนมไปเลยสักครั้ง และเขาก็ทำเช่นนี้มาตลอด ไม่มีขาด ส่วนยายก็ได้แต่พูดขอบใจชายหนุ่มทุกครั้งเช่นกัน
จนมาวันหนึ่ง ชายหนุ่มก้อยังทำเช่นเดิม เขาได้ยื่นเงินให้ยาย 20 บาท เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
แต่คราวนี้ ในขณะที่เขากำลังจะเดินจากไปนั้น
ยายได้จับแขนชายหนุ่มไว้ แล้วเอ่ยปากว่า "พ่อหนุ่ม"
ชายหนุ่มรีบตอบกลับว่ "ยายครับ ยายไม่ต้องสงสัยหรือเอ่ยถามผมหรอกครับสิ่งที่ผมทำนี้ ผมทำด้วยความเต็มใจ ไม่ต้องการอะไรตอบแทนและไม่เคยจะคิดดูถูกยายเลย เพราะว่าผมแค่อยากช่วยยายเท่านั้นครับ"
ชายหนุ่มตอบพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน
ยายตอบกลับว่า " เปล่า.. ยายจะบอกว่า ขนมยายขึ้นราคาเป็น 25 บาทแล้ว" -*-
เรื่องจาก : forward mail ภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต

นิยามเพื่อนกับคำสอนของพ่อ




มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก
พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขาหนึ่งถุง และบอกกับเขาว่า
"ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโหหรือโกรธใครสักคน
ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน"
วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเข้าไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว
และก็ค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ก็ลดจํานวนลง
น้อยลง น้อยลง เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง
ให้สงบง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

และแล้วหลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตนเองได้ดีขึ้น
ใจเย็นมากขึ้นเขาจึงเข้าไปพบกับพ่อและบอกกับพ่อของเขาว่า
เขาสามารถควบคุม อารมณ์ตนเองได้แล้ว
ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา
พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า
"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้ง
ที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ ฉุนเฉียวของตนเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง"
วันแล้ววันเล่าเด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออกทีละตัว
จาก 1 เป็น 2 ....จาก 2 เป็น 3
จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออกจนหมด
เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า
"ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ !!"
พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้ว
หลังบ้านและบอกกับลูกว่า "ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ
และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ
เจ้าเห็นหรือไม่ว่า รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม
ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น
จำไว้นะลูก เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไป
โดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล
เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน
ต่อให้ใช้คำพูดว่า "ขอโทษ" สักกี่หนก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด
ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้
ฉันใดก็ฉันนั้น "กับเพื่อน"..เพื่อนเปรียบเสมือน
อัญมณีอันมีค่าที่หายาก เป็นคนที่ทำให้เรายิ้ม
เป็นคนที่คอยให้กำลังใจและยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ
เป็นคนที่คอยปลอบใจเราเมื่อยามเศร้า
ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเราและจริงใจกับเราเสมอ
แสดงให้เขาเห็นว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน และระวังสิ่งที่เราทำไป
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ
จงจดจำไว้เสมอว่า ด้วยคำขอโทษ..เสียใจ หรือจะพูดอย่างไร
ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม
แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือรอยร้าวที่
เขาคงไม่อาจลืมมันได้...ตลอดไป"

ที่มา : http://www.thaihomemaster.com

ความทะนงตนของแมลงวัน

 
ผู้เขียนได้อ่านเจอเรื่องน่าสนใจของ ดร.อาจอง ชุมสาย จากสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ เรื่องนิทานสีขาว ขอนำมาเล่าต่อเพื่อเป็นข้อคิดดี ๆ สำหรับการใช้ชีวิตของพวกเราในยุคนี้ค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า แมลงวันตัวหนึ่งไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งเที่ยวบินเร่ร่อนหาของกินไปทั่ว และไม่ได้คิดถึงอะไรมากนัก นอกจากคิดว่าตนเองมีความสุขสบายดีแล้วที่มีชีวิตแบบนี้ เพราะเป็นผู้ไม่มีภาระและไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย วันหนึ่งแมลงวันตัวนี้บินเตร็ดเตร่ไปหาของกินแล้วพบฝูงมดง่ามฝูงหนึ่งกำลังขนอาหารไปสู่รังอย่างขะมักเขม้น แมลงวันปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน มดง่ามตัวหนึ่งได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองแล้วถามแมลงวันว่า “มีใครในหมู่พวกเรา ทำให้ท่านขบขันถึงปานนั้นหรือ” แมลงวันร้องบอกอย่างเย้ยหยัน “ข้ามิได้ขบขันผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่ท่าน แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเวทนาในชะตาชีวิตของพวกเจ้ามากกว่าที่พวกท่านต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาจึงจะมีอาหารประทังชีวิต ผิดกับตัวข้าพเจ้าที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่สามารถหาอาหารมาปรนเปรอกระเพาะได้ตลอดเวลา”

มดง่ามตอบ “ชะตาชีวิตของพวกเราทำให้ท่านรู้สึกอย่างนั้นหรือ...ผิดแล้วล่ะ ท่านต้องคิดกลับกันต่างหาก เพราะการทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทำให้ชีวิตของพวกเรามีคุณค่าเป็นที่ประจักษ์ทั้งตัวเราเองและผู้อื่น แต่ข้าพเจ้าก็พอเข้าใจอยู่หรอกว่า สำหรับท่านซึ่งทำตนเสมือนอยู่ไปวัน ๆ นั้นคงไม่รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่นหรอก เพราะแม้แต่ตัวท่านเอง ยังทำตนให้เกิดคุณค่าใด ๆ มิได้เลย” หลังจากฟังมดง่ามพูด แมลงวันผู้หยิ่งผยองก็บอกเล่าความเหนือกว่าและความมีบุญวาสนาของตัวเองอีกหลายประการไม่ว่าจะการได้ไปบินวนรอบ ๆ ที่บูชา วิหารเทพเจ้า ได้มีโอกาสลิ้มรสเครื่องในตับไตไส้พุงของเครื่องเซ่นสรวงในวิหาร และยังมีโอกาสบินว่อนไปเกาะเศียรของกษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าเหนือหัวของผู้คนทั่วแผ่นดิน รวมทั้งจุมพิตริมฝีปากสาวบริสุทธิ์ทุกคนได้ตามที่ต้องการ “และสุดท้าย ขอย้ำให้ท่านฟังอีกครั้งหนึ่งว่า ข้าพเจ้านั้น ไม่ต้องดิ้นรนทำงาน แต่ก็มีชีวิตที่โอ่อ่าหรูหราได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหากเปรียบกับตัวท่าน ผู้ที่ฟันยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแล้ว ข้าพเจ้าก็คิดว่าไม่มีสิ่งใดหรอกที่จะนำมาเทียบกันได้”

มดง่ามนิ่งฟังอย่างสงบ แล้วตอบว่า “แน่ทีเดียว ท่านแมลงวัน...เราต้องภาคภูมิใจเมื่อได้รับประทานอาหารกับเทพเจ้า แต่ก็ต่อเมื่อได้รับการเชื้อเชิญอย่างยินดี ไม่ใช่ถือตนเข้าไปเองโดยไม่มีการต้อนรับ แล้วท่านเคยได้รับการเชื้อเชิญหรือไม่...หรือท่านเคยได้ไปเยือนสถานที่บูชาอย่างนั้นหรือ? อาจเป็นเช่นนั้นได้ แต่ท่านก็ถูกขับไล่ออกมาอย่างรวดเร็ว มิใช่หรือ...หรือเรื่องพระเศียรของกษัตริย์ และริมฝีปากของหญิงสาว แต่ทั้งสองเป็นสิ่งที่ควรปกปิดจากการสัมผัส และแม้แต่เด็กยังรู้ว่าต้องให้ความเคารพ และปฏิบัติกับสิ่งเหล่านั้นอย่างให้เกียรติ แต่ท่านเล่า เหตุใดจึงทำการล่วงละเมิดเช่นนั้นอยู่เป็นนิจ หรือในชีวิตของท่าน ไม่เคยรู้จักกับกาลเทศะและความสงบเสงี่ยม”

“ท่านไม่ทำงานเลยหรือ? ใช่แล้ว เพราะเช่นนี้อย่างไรเล่า ท่านจึงต้องขาดแคลนบ่อย ๆ ด้วยเหตุนี้เอง ขณะเมื่อข้าพเจ้าทำงานเก็บไว้กินในฤดูหนาว ข้าพเจ้าเคยแลเห็นท่านเที่ยวหากินตามกองขยะและสิ่งปฏิกูลใกล้ ๆ กำแพงเมือง ซึ่งต้องเสี่ยงเผชิญกับความหนาวเย็นที่อาจจะทำให้ท่านตายได้ทุกเมื่อ...และนั่นคือเหตุผลที่ว่า เหตุใดข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ จึงต้องทำงานกันอย่างหนักในตอนนี้ เพราะอาหารที่พวกเรากำลังขนเข้าไปในรัง จะกลายเป็นเสบียงอาหารชั้นดี ที่ช่วยให้พวกเราอยู่รอดตลอดหน้าหนาวนั้น โดยที่ไม่ต้องออกไปเสี่ยงภัยหนาวอยู่ข้างนอก...” กล่าวจบมดง่ามก็ละความสนใจจากแมลงวันแล้ว กลับเข้ากลุ่มมด เพื่อทำงานตามหน้าที่ตนเองอย่างแข็งขันต่อไป ส่วนแมลงวันนั้นรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก มันรีบบินออกไปไกลจากฝูงมด และไม่เคยกลับมาทางนี้อีกเลย

เรื่องดังกล่าวสอนให้รู้ว่า เราต้องไม่ดูแคลนว่าผู้อื่นต้อยต่ำ แล้วทะนงตนเองว่าสูง เพียงเพราะเห็นว่า ตัวเองมั่งมีสุขสบายกว่าเขา เพราะนั่นเป็นเพียงเปลือกนอกที่ฉาบฉวยเกินกว่าจะเอามาตัดสินคุณค่าชีวิตของใครคนใดคนหนึ่งได้ เพราะคนที่สูงส่งจริง ๆ แล้ว เขามักจะอยู่อย่างเจียมตน และไม่อวดอ้างหรอกว่าตนเองอยู่เหนือกว่าผู้อื่น เนื่องจากคนที่สูงส่งที่แท้จริงย่อมทำตนเองให้มีคุณค่ามากพอ จนเกิดความรู้สึกอิ่มเอมในชีวิต และไม่จำเป็นต้องยกตนเพื่อไปเปรียบเทียบหรือคุกคาม ข่มเหงใคร ๆ เพียงเพราะต้องการให้ตนเองดูยิ่งใหญ่กว่าผู้อื่น เพราะผู้ที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่คนที่สูงส่งอะไร แต่เป็นคนต่ำต้อยที่อยากให้ใคร ๆ รู้ว่าตนเองสูงส่งเท่านั้น.



วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เห็นแก่ตัว

         
หนอนกินผัก
สนัขกัดรองเท้า
เป็นความเห็นแก่ตัวหรือ
ถ้ามันไม่รู้ว่าสิ่งที่มันทำนั้นผิด
ปลากัดกินลูกน้ำ
กาฝากเกาะกิ่งไม้
เป็นความเห็นแก่ตัวหรือ
ถ้ามันมีโอกาสเลือกได้ มันจะทำเช่นนั้นหรือ
ชาวนาถอนหญ้าในนาข้าว
ข้าศึกประหัตประหารกันในสมรภูมิ
นี่ก็เรียกว่าความเห็นแก่ตัวหรือ
ถ้าหน้าที่ไม่บังคับ เขาก็คงหลีกเลี่ยงแล้ว
กระทำเถิดถ้ามันจำเป็นต้องกระทำ
เพื่อความอยู่รอดของชีวิตเฉพาะหน้า
จงเป็นปรกติสุขเถิด
ถ้ามิได้กระทำเกินกว่า ความจำเป็น
มีแค่คนซึ่งไม่เข้าใจตนเองเท่านั้น
ที่พยายามทำให้ผู้อื่นเข้าใจตน

อาชีพที่ดี

 
ไม่มีลูกน้อง
ก็ไม่มีหัวหน้า
ไม่มีคนกวาดถนน
รัฐมนตรีก็ไม่อาจอยู่ได้
อาชีพที่ดีที่สุด
คืออาชีพที่ทำแล้วปรกติสุขที่สุด
ความสูงส่ง และสุจริตของอาชีพ
อยู่ที่จิตใจของผู้กระทำ
ไม่ได้อยู่ที่การยอมรับนับถือ
ของผู้ที่ไม่รู้ว่า ความสูงส่งและสุจริตอยู่ที่ไหน
ขอเพียงยอมรับและตั้งใจกระทำด้วยดี
คนกวาดถนน หรือรัฐมนตรี
โสเภณี หรือคุณหญิง
ก็มีความหมายและคุณค่าเท่ากัน
ปมด้อยเกิดขึ้น
เมื่อจิตใจขาดความเมตตาตนเอง